วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

มิเชล โอบามา สุภาพสตรีหมายเลข 1

ทันทีที่ "บารัค โอบามา" ได้รับเลือกตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ 44 ศรีภรรยาคนสวยอย่าง "มิเชล โอบามา" จึงกลายมาเป็นคนดังของอเมริกา และมีตำแหน่งสุภาพสตรีหมายเลข 1 ผิวสีคนแรกไปโดยปริยาย วันนี้เราจะพาไปรู้จัก มิเชล โอบามา กันค่ะ

มิเชล โอบามา (Michelle Obama) มีชื่อเต็มว่า Michelle LaVaughn Obama นามสกุลเดิมคือ โรบินสัน (Robinson) เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม 1964 (พ.ศ. 2507) ปัจจุบันอายุ 45 ปี บิดาคือ เฟรเซอร์ โรบินสัน เป็นชนชั้นแรงงาน ทำงานในโรงงานน้ำประปา ส่วนมารดาคือ มาเรียน โรบินสัน เป็นแม่บ้านและเลขานุการ "มิเชล" เติบโตมาในชุมชนคนผิวสีย่านเซาท์ชอร์ (SouthShore) อยู่ทางตอนใต้ของชิคาโก ฐานะครอบครัวของมิเชล ไม่ได้ร่ำรวยนัก เธออาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนท์เล็กๆ อย่างมีความสุข กับพ่อ แม่ และพี่ชาย เคร็ก โรบินสัน (Craig Robinson) โค้ชของทีมบาสเกตบอลชาย มหาวิทยาลัยโอเรกอน สเตท

"มิเชล" จบการศึกษาด้วยดีกรีเกียรตินิยม จากคณะศิลปศาสตร์ วิชาเอกสังคมวิทยา วิชาโท แอฟริกัน-อเมริกันศึกษา จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (PrincetonUniversity) เมื่อปี 1985 (พ.ศ.2528) และจบปริญญาโทด้านนิติศาสตร์ จนได้คุณวุฒิ Juris Doctor (J.D.) จากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด (HarvardUniversity) เมื่อปี 1988 (พ.ศ.2530) ก่อนจะได้มาทำงานที่บริษัททนายความซิดลีย์ออสติน (Sidley Austin) ในชิคาโก

ขณะที่ทำงานอยู่ที่บริษัททนายความซิดลีย์ออสติน มิเชล ได้พบรักกับ บารัค โอบามา ที่เข้ามาทำงานในฐานะเด็กใหม่ เธอต้องเป็นพี่เลี้ยงให้เขา และสนิทสนมกันได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากในแผนกมีเธอและเขาเป็นคนผิวสีเพียง 2 คนเท่านั้น จนในที่สุดพวกเขาก็มีความประทับใจต่อกัน และนำไปสู่การแต่งงานเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 1992 (พ.ศ.2535)

แต่หลังจากพ่อเสีย "มิเชล" ได้ลาออกจากบริษัททนายความ มาทำงานกับริชาร์ด เอ็ม. ดาเลย์ นายกเทศมนตรีชิคาโก เธอคอยช่วยเหลือบริการงานด้านสาธารณะมาตลอดเวลา จนปี 1996 มิเชลก็เข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษามหาวิทยาลัยชิคาโก โดยเป็นคนจัดตั้งศูนย์บริการชุมชนขึ้นในมหาวิทยาลัย จากนั้นปี 2002 มิเชลได้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายกิจการชุมชนของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชิคาโก และเมื่อปี 2005 เธอได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานฝ่ายชุมชนและกิจการภายนอก

    

 และเมื่อผู้เป็นสามี ที่อยู่ในตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาหนุ่มของรัฐอิลลินอยส์ ตัดสินใจเดินเข้าสู่สนามการเมืองระดับประเทศด้วยการลงชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มิเชล ก็คอยอยู่เคียงข้าง บารัค โอบามา ช่วยหาเสียง และกล่าวปราศรัยบนเวที ซึ่งหลายคนที่ได้ฟังต่างก็ประทับใจวาทะอันคมคายของเธอ นอกจากนี้ "มิเชล" ยังได้รับการยกย่องในเรื่องการวางตัว ทั้งด้านบุคลิกภาพ และการแต่งกายอีกด้วย


   

 อย่างไรก็ตาม นอกจากงานในชีวิตประจำวันแล้ว "มิเชล" ก็ยังให้เวลาแก่ลูกสาวทั้งสองคน คือ มาเลีย แอน โอบามา วัย 10 ปี และ นาตาชา โอบามา อายุ 8 ปี อย่างเต็มที่ เรียกได้ว่าแม้จะเป็นเวิร์คกิ้งวูแมน แต่ก็ไม่ลืมที่จะใส่ใจและให้ความรักแก่ครอบครัวเลย อย่างที่เธอเคยพูดไว้ว่า "ลูกๆ คือสิ่งแรกที่ฉันคิดถึงเมื่อตื่นนอนในตอนเช้า และเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฉันต้องคิดก่อนเข้านอน"

และนี่คือหญิงเก่งผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ "บารัค โอบามา" และเป็นสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐอเมริกาคนปัจจุบัน ที่มีความเพียบพร้อมทั้งความรู้ และความสามารถ

ประวัติ

ชื่อจริง: Michelle LaVaughn Obama
นามสกุลเดิม: Robinson
วันเกิด: 17 มกราคม 1964 (พ.ศ. 2507)
อายุ: 45 ปี
ครอบครัว : สมรสกับ บารัค โอบามา มีลูกสาวด้วยกัน 2 คน

การศึกษา

• ปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (PrincetonUniversity)
• ปริญญาโท นิติศาสตร์ คุณวุฒิ Juris Doctor (J.D.) มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด (HarvardUniversity)

อาชีพ

• ค.ศ.1988 ทนายความ
• ค.ศ.1991 ทำงานบริการสังคม ในทีมของนายกเทศมนตรีชิคาโก
• ค.ศ.1996 ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษามหาวิทยาลัยชิคาโก
• ค.ศ.2002 ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการชุมชนของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชิคาโก
• ค.ศ.2005 รองประธานฝ่ายชุมชนและกิจการภายนอก
• ค.ศ.2008 ดำรงตำแหน่งสุภาพสตรีหมายเลข 1 แห่งสหรัฐอเมริกา

ขอบคุณข้อมูลจาก http://hilight.kapook.com/view/33297
และ http://th.wikipedia.org

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

แบรด พิตต์ ผู้ชายที่เซ็กซี่ที่สุด


มาพูดกันถึงผู้ชายที่ได้รับการกล่าวขานอย่างมากในอเมริกา เขาเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และ เขายังได้รับยกย่องให้เป็นผู้ชายที่เซ็กซี่ที่สุด (ที่ยังมีชีวิตอยู่) จากนิตยสารพีเพิลอีกด้วย  เขาผู้นั้น คือ แบรด พิตต์ นั่นเอง


วิลเลี่ยม แบรดลีย์ พิตต์ ( William Bradley Pitt) เกิดเมื่อวันที่ เกิด 18 ธันวาคม พ.ศ. 2506 ที่เมืองชอว์นีย์ รัฐโอคลาโฮมา เป็นนักแสดงชาวอเมริกัน ถูกเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ จาก ภาพยนตร์เรื่อง 12 Monkeys(1995)และ นิตยสารพีเพิ่ล ยกให้เป็น "ผู้ชายที่เซ็กซี่ที่สุด(ที่ยังมีชีวิตอยู่)" และยังเป็นผู้อำนวยการสร้างในนาม Plan B Entertainment ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง พิตต์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม โดยประกบเคท แบลนเช็ต ใน BABEL ของอเลแจนโดร กอนซาเลซ อินาริตู และเป็นหนึ่งในคณะนักแสดงที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Screen Actors Guild Award สาขา Outstanding Performance by a Motion Picture Cast ด้วย

 ประวัติส่วนตัว

แบรด พิตต์ เกิดเมื่อ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2506 ที่เมืองชอว์นีย์ รัฐโอคลาโฮมา เป็นบุตรคนโตในจำนวนทั้งหมด 3 คน บิดาเป็นผู้บริหารธุรกิจขนส่งทางรถบรรทุก ชื่อ บิล พิตต์ และ มารดาชื่อ เจน พิตต์ ที่ปรึกษาผู้ปกครอง แบรด ชีวิตวัยเด็กของเขาไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเด็ก ๆ ในแถบตะวันตกตอนกลางของอเมริกา รูปร่างหน้าตาของเขาก็ไม่ได้ทำให้เขามีอะไรพิเศษไปกว่าคนอื่น ๆ สมัยที่เรียนไฮสคูล พิตต์เล่นกีฬาหลายประเภทและเคยโต้วาทีในชั้นเรียน นอกจากนี้เขายังทำกิจกรรมเกี่ยวกับทางด้านดนตรีด้วย

     

พอจบไฮสคูล แบรดย้ายไปเรียนวารสารศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมิสซูรี่ในสาขาเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์และโฆษณา ก่อนจบการศึกษาจนเหลืออีกเพียงสองหน่วยกิต ในช่วงที่เรียนอยู่พิตต์ไปสมัครเป็นนายแบบที่บริษัทโมเดลลิ่งแห่งหนึ่ง แล้วก็ได้รับการติดต่อให้โฆษณากางเกงยีนส์ลีวายส์ลงในนิตยสาร หลังจากนั้นก็มีงานโฆษณาติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาออกจากมหาวิทยาลัยแล้วก็ย้ายไปที่แคลิฟอร์เนีย
แบรดต้องขับรถลิมูซีน ในช่วงที่ยังไม่มีชื่อเสียง หรือไม่ก็สวมชุดเป็นการ์ตูนมาสค็อต ต้อนรับเด็ก ๆ ให้เครือร้านไก่ทอดชื่อดังร้านหนึ่ง และแล้วชีวิตเขาก็เปลี่ยนไป เมื่อเขาได้รับบทจอมโจรผู้ฉกปล้นหัวใจและเงินตรา ในเรื่อง Thelma & Louise และมีผลงานออกมามากมาย ทั้ง A River Runs Through It, Interview with a Vampire และ Seven

พิตต์เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ จากบททริสตั้น ชายหนุ่มเลือดร้อนที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าใน Legends of the Fall เมื่อปี 1994 สองปีหลังจากนั้นเขาก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์

 

เขาได้รับรางวัลออสการ์ จากบทบาทในภาพยนตร์ เรื่อง 12 Monkeys (1995) ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ นิตยสารพีเพิล ระบุชื่อเขาเป็น “ผู้ชายที่เซ็กซี่ที่สุด (ที่ยังมีชีวิตอยู่)” แบรด พิตต์ ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นพิตต์ก็เป็นยกย่องจากบทบาทนำแสดงของเขาใน Se7en กับ Fight Club ของเดวิด ฟินเชอร์, Seven Years in Tibet ของฌ็อง ชาร์ค แอนนัด, และ Snatch ของกาย ริทชี่ เขายังร่วมแสดงกับจอร์จ คลูนี่, จูเลีย โรเบิตส์, แม็ทต์ เดม่อน, ดอน ชี้ดเดิ้ล, และเบอร์นี่ แม็ค ใน Ocean's Eleven ภาพยนตร์รวมดาวดาราที่สตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก หยิบหนังเก่ามาปัดฝุ่นสร้างขึ้นใหม่และได้รับความนิยมอย่างสูง ซึ่งพิตต์ก็กลับมารับบทเดิมใน Ocean's Twelve ซึ่งนักแสดงจากภาคแรกยังคงกลับมาร่วมแสดงให้สตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก กำกับกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

นอกจากนั้นพิตต์ยังร่วมแสดงใน Spy Game ของโทนี่ สก็อต ที่นำแสดงโดยโรเบิร์ต เรดฟอร์ด, The Mexican ของกอร์ เวอร์บินสกี้ ที่นำแสดงกับจูเลีย โรเบิร์ต และเจมส์ แกนดอลฟินี่ นำแสดงใน Meet Joe Black ของมาร์ติน เบรสท์, The Devil's Own ของอลัน เจ แพ็คคิวล่า, Sleepers ของแบร์รี่ เลวินสัน, True romance ของโทนี่ สก็อต, Cool World ของราล์ฟ บาคชี่, และ Johnny Suede ที่ได้รับรางวัล Best Picture จาก Locarno International Film Festival เมื่อปี 1991 ด้วย พิตต์ยังยอมรับแสดงบทเล็ก ๆ ใน Full Frontal ของโซเดอร์เบิร์ก, และ Confessions of a Dangerous Mind ของจอร์จ คลูนี่ ด้วย

พิตต์ ร่วมแสดงในหนังโป๊ และรับบทพระเอกหนังเกย์ในหนังเกย์ภาคใหม่ล่าสุดที่ต่างกันสุดขั้วสองเรื่องคือ Ocean's Thirteen ซึ่งเขากลับมารับบทเดิมเป็นรัสตี้ ไรอั้น, กับ The Assassination of Jesse James by the Coward Robert Ford ของแอนดรู โดมินิค ซึ่งเขารับบทนำแสดงเป็นเจสซี่ เจมส์ และยังเป็นผู้อำนวยการสร้างด้วย หลังจากนั้นเขาก็จะนำแสดงใน The Curious Case of Benjamin Button ผลงานสุดโรแมนติคหลุดโลกแฟนตาซีที่จะได้ร่วมแสดงกับเคท แบลนเช็ต อีกครั้ง และจะได้ร่วมงานกับผู้กำกับภาพยนตร์เดวิด ฟินเชอร์ เป็นเรื่องที่สามด้วย โดยวางแผนไว้ว่าจะออกฉายในเดือนพฤษภาคมปี 2008 ช่วงปลายปีนี้เขาก็ยังจะไปร่วมแสดงใน Burn After Reading ผลงานตลกร้ายของพี่น้องโคเอ็น ที่จะนำแสดงโดยจอร์จ คลูนี่ และฟรานเซส แม็คดอร์มานด์ แล้วเขาก็ยังจะเข้ากล้องร่วมแสดงใน State of Play ที่สร้างอ้างอิงจากภาพยนตร์ชุดของ BBC ชื่อเดียวกันอีกด้วย

 ชีวิตส่วนตัว

    

ด้านชีวิตส่วนตัว แบรด พิตต์เคยหมั้นอยู่กับกวินเน็ธ พัลโทรว์ เป็นเวลาสามปี ต่อมาใช้ชีวิตคู่กับ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2000 และต่อมาก็เลิกลากันในเดือนมกราคม 2005 ปัจจุบันใช้ชีวิตร่วมกับ แองเจลินา โจลี มีลูกบุญธรรม 3 คนอย่างแม็ดด็อกซ์ , แพ็กซ์ เทียน และซาฮารา รวมถึงลูกที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองอีก 3 คน  ซึ่งมีชื่อว่า น็อกซ์ วิเวียน  และ ไซโลท์

ขอบคุณข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org

แองเจลินา โจลี่ ผู้หญิงที่มีเสน่ห์ดึงดูดที่สุดในโลก

แองเจลินา โจลี่ (เดิมชื่อ แองเจลินา โจลี วอยต์; 4 มิถุนายน พ.ศ. 2518 ) เป็นนักแสดงชาวอเมริกัน ได้รับรางวัลออสการ์ รางวัลสมาคมนักแสดงภาพยนตร์และโทรทัศน์ 2 รางวัล และรางวัลลูกโลกทองคำ 3 รางวัล โจลีเป็นผู้สนับสนุนทางมนุษยธรรม และเป็นที่รู้จักกันดีในการทำงานเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในฐานะทูตสันถวไมตรีของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เธอได้ถูกกล่าวถึงว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีเสน่ห์ดึงดูดที่สุดในโลก เช่นเดียวกับสตรีที่ "สวยที่สุด" ในโลก ซึ่งที่ฉายาที่เธอได้รับความสนใจจากสื่ออย่างต่อเนื่อง

โจลีปรากฏต่อต่อสาธารณะครั้งแรกตั้งแต่เด็กพร้อมกับบิดา จอน วอยต์ ในภาพยนตร์ Lookin' to Get Out ในปี พ.ศ. 2525 แต่เธอเริ่มประกอบอาชีพทางการแสดงอย่างจริงจังอีกทศวรรษให้หลังในภาพยนตร์ทุนสร้างต่ำ Cyborg 2 (พ.ศ. 2536) เธอได้รับบทบาทนักแสดงนำครั้งแรกในภาพยนตร์ Hacker (พ.ศ. 2538) เธอยังได้แสดงในภาพยนตร์อัตชีวประวัติซึ่งได้รับการตอบรับอย่างสูง George Wallace (พ.ศ. 2540) และ Gia (พ.ศ. 2541) และได้รับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม จากการแสดงใน Girl, Interrupted (พ.ศ. 2542) โจลีได้รับชื่อเสียงอย่างกว้างขวางมากขึ้นหลังจากการแสดงเป็นตัวละครหญิง ลอรา ครอฟต์ ใน Lara Croft: Tomb Raider ซึ่งได้ทำให้เธอเป็นนักแสดงหญิงที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดและได้รับค่าตัวสูงที่สุดในฮอลลีวูด เธอประสบความสำเร็จทางพาณิชย์ครั้งใหญ่ที่สุดในภาพยนตร์ Mr. & Mrs. Smith (พ.ศ. 2548) และ Kung Fu Panda (พ.ศ. 2551)


 ประวัติส่วนตัว
แองเจลินา โจลี เกิดที่ ลอสแอนเจลิส  รัฐแคลิฟอร์เนียสูง 5 ฟุต 7 นิ้ว เรียนมัธยมที่ Beverly Hills High School จากนั้นไป Lee Strasberg Theater Institute และมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เป็นนักศึกษาภาคค่ำสาขาภาพยนตร์ เป็นลูกสาวของพ่อแม่ดาราใหญ่ จอน วอยต์  กับ มาร์เชลีน เบอร์ทรานด์ ซึ่งหย่ากันตั้งแต่เธอแบเบาะ ครอบครัวแตกแยกผลักดันให้โจลีมีปัญหา วัยเด็กเธอมีแต่พี่ชาย เจมส์ เฮเวน วอยต์ สายสัมพันธ์พี่น้องสนิทแนบแน่น ปัจจุบันเขาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์


 

ชื่อ แองเจลินา โจลี่ เปลี่ยนถูกต้องตามกฎหมาย  เรื่องกินใจกับพ่อทำให้เธอตัดนามสกุล วอยต์ ทิ้งไป ผลงานเรื่องแรกตอนอายุ 13 ปี เป็นหนังวิดีโอเรื่อง Cyborg 2 (2536) ต่อด้วยหนังโรง Hackers แสดงกับจอนนี่ ลี มิลเลอร์ ที่ต่อมาแต่งงานกันแต่เพียง 2 ปีก็หย่าขาด แต่งใหม่กับบิลลี่ บ็อบ ธอร์นตัน ทั้งคู่เจอกันในกองถ่าย Pushing Tin (2542) แต่ชีวิตวิวาห์หวานอยู่ได้ไม่นาน ต่อมาได้มีข่าวคราวกับนิโคลัส เคจ ที่เคยประกบคู่ใน Gone in 60 Seconds (2543) รางวัลการแสดงกวาดมามากมาย ลูกโลกทองคำสาขานักแสดงสมทบหญิงประเภทซีรีส์จาก George Wallace(TV1997) National Board of Review สาขานักแสดงหน้าใหม่จาก Playing by Heart (2540) และรางวัล Golden Satellite สาขานักแสดงนำหญิงประเภทซีรีส์จาก Gia (TV1998) ซึ่งคว้ารางวัลลูกโลกทองคำ กับรางวัล Screen Actors Guild ด้วย แล้วครองลูกโลกทองคำอีกครั้งจาก Girl, Interrupted (2542) และยังได้รับรางวัลจากเวทีประกวดรางวัลออสการ์

เธอก็เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมี จาก George Wallace ของ จอห์น แฟรงเคนไฮเมอร์ ที่นำแสดงโดย แกรี่ ซินิส ซึ่งผลงานมหากาพย์ย้อนยุคว่าด้วยนายกเทศมนตรีของ อลาบาม่า สุดอื้อฉาวส่งให้เธอคว้ารางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งแรกมาครอง และบทคอร์นีเลีย ภรรยาคนที่สองของท่านนายกเทศมนตรีวอลเลซนี่แหละที่ส่งให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Cable Ace ด้วย

โจลี ก็รับบทตำรวจหญิงมือใหม่ที่ต้องร่วมแก้คดีฆาตกรต่อเนื่องร่วมกับนักสืบสุดเก๋า เดนเซล วอชิงตัน ใน The Bone Collector หรือ พลิกซาก...ผ่าคดีนรก ผลงานลุ้นสุดระทึกที่กำกับโดยฟิลิป น้อยซ์ เธอยังร่วมแสดงใน Pushing Tin ของไมค์ นิวเวล ที่นำแสดงโดย บิลลี่ บ๊อบ ธอร์นตั้น และจอห์น คูแซ็ค โจลียังได้รับรางวัล National Board of Review's award สาขา Breakthrough Performance จากบทบาทใน Playing By Heart ผลงานดราม่าที่อาศัยตัวละครเดินเรื่องกำกับโดยวิลลาร์ด แคร์รอล ที่นำแสดงโดยฌอน คอนเนอรี่, จีน่า โรว์แลนด์, และเอลเลน เบอร์สตีน


          

ส่วนเมื่อปี 2001 เธอก็ร่วมงานกับไซม่อน เวสต์ ใน Tomb Raider หรือ ลอร่า ครอฟท์ ทูม เรเดอร์, และประกบกับแอนโทนิโอ แบนเดอราส ใน Original Sin หรือ รักเจ็บลึก ที่กำกับโดยไมเคิล คริสโตเฟอร์ ผู้เขียนบทและกำกับภาพยนตร์เรื่อง Gia ก่อนหน้านั้นในปี 2000 เธอนำแสดงกับนิโคลาส เคจ,โรเบิร์ต ดูวัล ใน Gone in Sixty Seconds หรือ 60 วิ. รหัสโจรกรรม...อันตราย ของเจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ บทบาทผู้ป่วยทางจิตของโจลีใน Girl, Interrupted หรือ วัยคะนอง ส่งให้เธอได้รับรางวัลออสการ์, รางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 3, รางวัล Broadcast Film Critics Award, และรางวัล ShoWest and the Screen Actors Guild สาขา Best Supporting Actress Awards ด้วย

โจลีรับบทนำแสดงใน Lara Croft Tomb Raider: The Cradle of Life หรือ ลอร่า ครอฟท์ ทูม เรเดอร์ กู้วิกฤตล่ากล่องปริศนา เมื่อปี 2003 และ Beyond Borders หรือ ข้ามเส้นขอบฟ้าตามหารัก ผลงานดราม่าสะเทือนใจในปีเดียวกัน ก่อนหน้านั้นในปี 2002 เธอก็นำแสดงในภาพยนตร์โรแมนติคสุดเฮฮาเรื่อง Life or Something Like It


       

โจลียังนำแสดงในภาพยนตร์แอ็คชั่น-เฮฮา-สุดโรแมนติคเรื่อง Mr. & Mrs. Smith หรือ นายและนางคู่พิฆาต กับแบรด พิตต์ ที่กำกับโดยดัก ลิมาน เมื่อปี 2005 ก่อนหน้านั้นเธอก็นำแสดงกับโคลิน ฟาร์เรล, วัล คิลเมอร์, และแอนโธนี่ ฮ็อพกิ้น ใน Alexander หรือ อเล็กซานเดอร์ มหาราชชาตินักรบ ผลงานมหากาพย์ของโอลิเวอร์ สโตน, และ Sky Captain and the World of Tomorrow หรือ สกายแคปตันผ่าโลกอนาคต ผลงานแอ็คชั่น-ผจญภัยที่จู้ด ลอว์ กับกวินเน็ธ พัลโทรว์ นำแสดง โจลียังพากย์เสียงใน Shark Tale หรือ ชาร์คเทล เรื่องของปลาจอมวุ่น ชุลมุนป่วนสมุทร แอนิเมชั่นที่ดาราดัง ๆ มาร่วมกันพากย์ อาทิ วิล สมิธ, โรเบิร์ต เดอนีโร, และแจ๊ค แบล็ค, และนำแสดงใน Taking Lives หรือ เทคกิ้งไลฟ์ สวมรอยฆ่า ผลงานลุ้นสุดระทึกที่นำแสดงประกบอีธาน ฮอว์ค ด้วย

ผลงานในปี 2550 เธอนำแสดงใน The Good Shepherd หรือ ผ่าภารกิจเดือดองค์กรลับ กับแม็ทต์ เดม่อน ที่กำกับโดย โรเบิร์ต เดอ นีโร และเธอมีผลงานเรื่อง A Mighty Heart ที่เธอนำแสดงเป็น แมรี่แอนน์ เพิร์ล ภรรยาของ แดเนี่ยล เพิร์ล นักข่าว Wall Street Journal ที่ถูกลักพาตัวและฆาตกรรมในตะวันออกกลางเมื่อปี 2545 หลังจากนั้นเธอมีผลงาน Beowulf ภาพยนตร์แนวแฟนตาซีผจญภัยของ โรเบิร์ต เซเม็คคิส และล่าสุดเพิ่งมีผลงานที่กำกับโดย คลิ้น อีสต์วู้ด ในหนังดรามาเรื่อง "Changeling" ที่เธอรับบท คุณแม่ลูกหนึ่ง ที่ลูกเกิดหายไปจากบ้าน และเธอได้พยายามตามและรอคอยลูกของเธอกลับคืนสู่อ้อมกอดเธออีกครั้ง และคาดว่าในปลายปี 2553 นี้ จะมีผลงานเรื่อง "Salt" ที่เธอนำแสดงเป็นสายลับที่มาลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าฉายอีกด้วย

ระหว่างที่เธอไปถ่ายทำหนังเรื่อง Lara Croft's Tomb Raider ใน กัมพูชา เธอได้พบกับธรรมชาติที่สดสวย, วัฒนธรรมที่สวยงามและความยากจนในประเทศนั้น เธอจึงตัดสินใจที่จะเริ่มบทบาทของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ โดยเธอเริ่มไปเยี่ยมเยียนแคมป์ของผู้อพยพในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และกลายมาเป็นทูตสันติไมตรีของข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ United Nations High Commissioner for Refugees (UNHCR) หลังจากนั้นเธอได้นำเอาประสบการณ์เหล่านั้นถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือชื่อ Notes from My Travels หรือ บันทึกของ แองเจลิน่า โจลี่ ซึ่งรายได้ทั้งหมดนั้นเธอมอบให้กับ UNHCR

เธอเริ่มแผนงานเพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติต่อไปด้วยการทำงานสาธารณ กุศลอย่างต่อเนื่อง โดยการนำเอารายได้จากการทำงานในอาชีพนักแสดงไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะประชาชนในโลกที่สาม (เธอได้บริจาคเงินส่วนตัวจำนวน 1 แสนเหรียญสหรัฐ นำไปช่วยเหลือด้านอาหารให้กับผู้อพยพในซาฮาราตะวันตก)


 ชีวิตส่วนตัว

  

ในปี 2002 เธอรับเด็กชายชาวกัมพูชาชื่อ แม็ดด็อกซ์ มาเป็นลูกบุญธรรม และในปี 2005 เธอรับอุปการะเด็กหญิงชาวเอธิโอเปียชื่อ ซาฮาร่า และหลังจากที่เธอคบหาและใช้ชีวิตคู่กับ แบรด พิทท์ เธอรับอุปการะเด็กชายเวียตนามวัย 3 ขวบชื่อ แพ๊กซ์ เถียน โจลี่ ในปี 2006 แองเจลิน่า และ แบรด ก็มีลูกสาวด้วยกัน ชื่อ ไชโลห์ และตามมาด้วยลูกแฝด ชื่อ น็อกซ์ ลีออน และ วิเวียน มาร์เชลีน  แต่ทั้งคู่ก็ยังมีความคิดที่จะอุปการะเด็กเพิ่มอีก นอกจากนี้ทั้งคู่ยังทำงานเพื่อสังคมและมนุษยชาติอย่างต่อเนื่องอีกด้วย


ขอบคุณข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org

โอปราห์ วินฟรีย์ ผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลของโลก


วันนี้เราจะมาพูดถึงคนดังในอเมริกา ที่เป็นผู้หญิงดูมั้งค่ะ เธอคนนี้ได้รับการโหวตให้เป็นหนึ่งในผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลของโลก หลายสมัยด้วยกัน เป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก โอปราห์ วินฟรีย์ (Oprah Winfrey)

โอปราห์ วินฟรีย์ (Oprah Winfrey) มีชื่อจริงว่า โอปราห์ เกล วินฟรีย์ (Oprah Gail Winfrey) (เกิดเมื่อ 29 มกราคม ค.ศ. 1954) เป็นพิธีกรชื่อดังประเภททอล์คโชว์ รายการ The Oprah Winfrey Show ทอล์คโชว์ที่มีเรทติ้งการชมสูงที่สุดในประวัติศาสตร์รายการโทรทัศน์ และยังเป็นผู้หญิงชาวแอฟริกัน อเมริกันที่รวยที่สุดในศตวรรษที่ 20


ประวัติส่วนตัว

โอปราห์ วินฟรีย์ จบปริญญาตรีด้าน Speech Communications and Performing Arts จาก Tennessee State University

  

ปี 1973 โอปราห์เริ่มเส้นทางอาชีพตั้งแต่เมื่ออายุ 19 ปีเรียนไฮสคูลในโลกของการกระจายเสียงที่สถานีวิทยุในแนชวิลล์ ที่สถานีวิทยุ WVOL โดยเป็นผู้ประกาศข่าวที่อายุน้อยที่สุดและเป็นผู้ประกาศข่าวหญิงผิวสีคนแรกในอเมริกา จากนั้นก็ประกาศข่าวในโทรทัศน์ WTVF-TV และย้ายไปอีก 2 สถานีต่อมา


ต่อมาเธอย้ายไปที่บัลติมอร์ไปเป็นผู้ประกาศข่าวร่วมในรายการข่าว "Six O'Clock News" จากนั้น เป็นพิธีกรร่วมในรายการ "People are Talking"


ต่อมาในปี ค.ศ. 1984 โอปราห์ย้ายมาปักหลักที่ชิคาโกที่ WLS-TV และเริ่มงานพิธีกรทอล์คโชว์ช่วงเช้า "AM Chicago" หลังจากเธอเริ่มงานเพียง 1 เดือน รายการนี้กลายเป็นรายการที่มีเรตติ้งสูงอันดับหนึ่งในชิคาโก


จากนั้นไม่ถึงปีทางสถานีได้ขยายเวลาออกอากาศเป็น 1 ชั่วโมง และเปลี่ยนชื่อรายการเป็น "The Oprah Winfrey Show" และในปี ค.ศ. 1986 รายการของเธอได้ออกอากาศไปทั่วประเทศ และกลายมาเป็นรายการทอล์กโชว์ที่มีเรตติ้งสูงสุดในประวัติศาสตร์ทีวีสหรัฐฯ จนเธอตั้งบริษัทโปรดักชั่นของตัวเองได้ใน 2 ปีถัดมา และฮิตยืนยาวสองทศวรรษจนถึงปัจจุบันที่มีผู้ชมราว 48 ล้านคนต่อสัปดาห์ในสหรัฐฯ บวกกับที่ออกอากาศในอีก 126 ประเทศทั่วโลก


ในปี ค.ศ. 1988 เธอลงทุนก่อตั้งสตูดิโอ Harpo ในชิคาโก ซึ่งงานนี้โอปราห์ถือเป็นผู้หญิงคนที่ 3 ในวงการบันเทิงที่มีสตูดิโอเป็นของตัวเอง โดยคนแรกคือ Mary Pickford และคนที่ 2 คือ Lucille Ball

    

ในปี ค.ศ. 1993 โอปราห์ได้สัมภาษณ์ไมเคิล แจ็คสัน ซึ่งถือว่าเป็นเหตุการณ์ทางโทรทัศน์ที่มีคนดูมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ที่คาดว่ามีคนดูถึง 100 ล้านคนในวันนั้น


การแจกรถสปอร์ตจำนวน 276 คัน ในรายการ

 

และอีกเหตุการณ์ที่สร้างเหตุการณ์ในหน้าประวัติศาสตร์วงการโทรทัศน์คือ การแจกรถสปอร์ตหรูยี่ห้อ Pontiac รุ่น G6 มูลค่าคันละกว่าล้านบาท (ราคาในสหรัฐอเมริกาโดยประมาณ โดยเทียบเป็นเงินบาทไทย) กับผู้เข้าร่วมรายการ 276 คน ได้รับคนละคัน เป็นการฉลองความสำเร็จในการจัดรายการ ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 19


ปี 2000 โอปราห์ร่วมทุนกับ Hearst Magazines ออกนิตยสารชื่อ “O” ชื่อเต็มว่า “The Oprah Magazine” ที่ทุกวันนี้ติดอันดับบนๆของนิตยสารไลฟ์สไตล์ผู้หญิงในสหรัฐฯ ด้วยยอดผู้อ่านราว 2.3 ล้านคนในแต่ละเดือน แล้วขยายมาออกฉบับนานาชาตินอกสหรัฐฯ “international edition” ในปี 2002 ตามด้วยการแตกแขนงในปี 2004 เป็น “O at Home” นิตยสารแต่งบ้านที่วางแผงทุก 4 เดือน


สตูดิโอ Harpo ของ Oprah ยังผลิตภาพยนตร์ภายใต้ชื่อ Oprah Winfrey Present ซึ่งเป็นโครงการภาพยนตร์โทรทัศน์ที่สร้างมาจากหนังสือวรรณกรรมที่มีชื่อเสียง เช่น Tuesday with Morrie ของ Mitch Albom เป็นต้น เพื่อออกอากาศในสถานี ABC เธอไม่เป็นเพียงแค่ผู้ผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้แสดงอีกด้วย ในปี ค.ศ. 1985 Oprah รับบท "Sofia" ในภาพยนตร์เรื่อง "The Color Purple" หนังรางวัลออสการ์ของสปีลเบิร์ก ซึ่งเป็นเรื่องแรกของเธอ หนังรางวัลออสการ์ของสปีลเบิร์ก, “Beloved” หนังที่สร้างจากนิยายรางวัลพูลิตเซอร์ ของ Toni Morrison เป็นต้น


oprah.com ที่รวมทุกคอนเทนต์จากรายการและนิตยสารมาสร้างชุมชนออนไลน์สร้างยอด pageview ได้ถึง 68 ล้านหน้าต่อเดือน มีสมาชิกลงทะเบียน 4 ล้านคนและได้รับอีเมล์พูดคุยสอบถามถึงเดือนละราว 2 หมื่นฉบับแทบทุกเดือน


รายการ "The Oprah Winfrey Show" ซึ่งเป็นรายการที่เน้นที่เรื่องราวชีวิตจริงของผู้คน รวมทั้งเรื่องบันเทิงด้านต่างๆ มีผู้ชมทั่วอเมริกาสัปดาห์ละประมาณ 30 ล้านคน แพร่ภาพไปยังประเทศอื่นๆ อีก 115 ประเทศทั่วโลก


ล่าสุดนิตยสารฟอร์บส์เปิดเผยข้อมูลว่าโอปราห์คือสตรีผู้ร่ำรวยที่สุดในวงการบันเทิง ด้วยสินทรัพย์ประมาณ 2,500 ล้านดอลลาร์ ทิ้งห่างอันดับ 2 "เจ. เค. โรว์ลิ่ง" นักเขียนชาวอังกฤษเจ้าของวรรณกรรมเยาวชนขายดี "แฮรี่ พอตเตอร์" ที่มีสินทรัพย์ประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ และอันดับ 3 คือ "มาร์ธา สจ๊วต" นักธุรกิจหญิงชาวอเมริกัน ซึ่งมีสินทรัพย์ประมาณ 600 ล้านดอลลาร์


ทางด้านการกุศลวินฟรีย์ก่อตั้ง The Oprah Winfrey Foundation เน้นด้านการศึกษาและบทบาทของผู้หญิง 10 ปีให้หลัง เธอจัดตั้งเครือข่าย Oprah’s Angel Network เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปทั่วโลก วินฟรีย์ซึ่งเชื่อว่าการศึกษาคือประตูสู่อิสรภาพ เธอมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนทั้งในและนอกสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องมาหลายสิบปี


  

( 2011) ตำนานวงการทีวีของอเมริกา โอปราห์ วินฟรีย์ ได้ปิดฉากรายงานทอล์คโชว์ของตัวเองลงอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ดำเนินรายงานมานานถึง 25 ปีเต็ม จนกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก สำหรับการบันทึกรายการครั้งสุดท้ายนี้ ได้เพื่อนพ้องในวงการบันเทิงตบเท้าเข้าร่วมอย่างคับคั่ง


สำหรับการบันทึกเทปรายการ The Oprah Winfrey Show ครั้งสุดท้าย ได้จัดขึ้นในวันที่ 17 พ.ค.ตามเวลาท้องถิ่น ที่ ฮาร์โป สตูดิโอ กรุงชิคาโก ภายใต้ชื่อ 'Surprise Oprah! A Farewell Spectacular' โดยมีศิลปินดารามากมายเข้าร่วมอำลาตำนานวงการทีวี เช่น ทอม ครูซ, มาดอนน่า, ฮัลลี เบอร์รีย์, ทอม แฮงค์, บียอนเซ่, เจมี่ ฟ็อกซ์, เอรีธา แฟรงคลิน หรือ จอห์น เลเจนด์ เป็นต้น นับเป็นการออกอากาศครั้งสุดท้ายของรายการนับตั้งแต่ปี 1986 รวมระยะทั้งสิ้น 25 ปี


สำหรับ โอปราห์ วินฟรีย์ กลายเป็นตำนานทีวีอเมริกามาตลอด 25 ปี กับรายการ The Oprah Winfrey Show ซึ่งมีเนื้อหาและรูปแบบรายการทอล์คโชว์ พูดคุยกับศิลปินดารา คนดัง นักการเมือง นักกีฬา อีกทั้งมีส่วนช่วยเหลือสังคมอเมริกาและจัดงานกุศลระดับนานาชาติมากมาย และยังสามารถเป็นสื่อที่เข้าถึงกลุ่มคนอเมริกัน และอเมริกัน-แอฟริกัน ได้เป็นอย่างดี ทำให้ในเวลาต่อมา วินฟรีย์ กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น โดยรายการของเธอถูกนำไปออกอากาศใน 146 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย จึงทำให้ชื่อของ โอปราห์ วินฟรีย์ กลายเป็นอันดับหนึ่งของผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกจากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์ปส์ เมื่อปี 2007 ด้วย

 ขอบคุณข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org

มิทท์ รอมนีย์ ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา



ตอนนี้ในอเมริกา การหาเสียงเลือกตั้งกำลังทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ สังเกตุดูในช่วงที่นี้ประธานาธิบดีบารัก โอบาม่า ก็กำลังออกเดินสายหาเสียง และหาทุนสนับสนุนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปีหน้าอย่างขันแข็ง ส่วน ฝั่งตรงข้าม มิทท์ รอมนีย์ ตัวแทนพรรคของพรรคลิพับลิกันนั้น ก็กำลังออกหาเสียงกันอย่างขมักขเม้นเช่นกัน ดังนั้นในนาทีนี้ ถ้าใครไม่รู้จักเค้าผู้นี้ “มิทท์ รอมนีย์” ถือว่าเชยค่ะ วันนี้เราจะไปทำความรู้จักคนดังในอเมริกาคนนี้กัน




เมื่อพูดถึง “มิทท์ รอมนีย์” คนส่วนใหญ่คงนึกถึงนักการเมืองรูปหล่อชาวอเมริกัน เจ้าของมาดสุขุมเคร่งขรึม ผู้พกประสบการณ์ความรู้ความสามารถด้วยความมาดมั่นตามแบบฉบับ “นักการเมืองในอุดมคติ” อย่างแท้จริง


ภาพลักษณ์ดังกล่าว ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่า รอมนีย์ คือตัวเลือกที่ดีที่สุดของพรรครีพับลิกันในการลงชิงชัยศึกเลือกตั้ง ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในเดือน พ.ย.นี้
 

 


ทั้งนี้ แม้จะมีคะแนนนิยมตามหลังคู่แข่งอย่างประธานาธิบดีบารัก โอบามา ทว่าสิ่งหนึ่งที่บรรดากูรูการเมืองทั้งหลาย รวมทั้งโอบามาเองต้องยอมรับก็คือ ประสบการณ์โชกโชนของรอมนีย์ ทั้งในโลกธุรกิจและแวดวงการเมือง ตลอดจนสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างการ “วางตัว” ได้อย่างไร้ที่ติในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ความมั่นคง” และ “ความหวัง” ของชาวรีพับลิกันทั่วประเทศ ซึ่งกำลังเบื่อหน่ายกับ “ระบอบโอบามา”


อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความพร้อมในฐานะ “นักการเมือง” แต่สิ่งหนึ่งที่นักวิเคราะห์มองว่า คือ “อาคีลีส ฮิล” หรือจุดอ่อนของอดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ วัย 64 ปีนั้น ก็คือ “ภาพลักษณ์ความเป็นแฟมิลีแมน” ที่ขาดหายไปอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้ชาวอเมริกันส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มสตรีชนชั้นกลางล่าง และกลุ่มผิวสี ต่างรู้สึกว่า “เข้าถึง” รอมนีย์ยาก


พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ รอมนีย์ยังไม่สามารถสลัดคราบนักการเมืองและลงไปลุยหาเสียงกับคนระดับล่างได้ และไม่ใช่คน “เฟรนด์ลี” ที่จะสามารถเล่นมุขและเรียกเสียงหัวเราะจากคนรอบข้างได้อย่างโอบามานั่นเอง


หลักฐานยืนยันก็คือ บรรดาสารพัดสมญานามที่สื่อเมืองลุงแซมตั้งให้เจ้าตัว ไม่ว่าจะเป็น “บุรุษเย็นชา” หรือ “เจ้าพ่อแห่งความทางการ” ก็สามารถตอกย้ำข้อเท็จจริงดังกล่าวได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว




ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมหาเสียงของรอมนีย์จะตัดสินใจงัดไม้เด็ดด้วยการส่ง แอน รอมนีย์ ขึ้นปราศรัยในงานประชุมใหญ่ของพรรครีพับลิกัน แถมนับเป็นครั้งแรกที่ว่าที่สตรีหมายเลข 1 ผู้นี้ ได้ขึ้นกล่าวถึงสามีอย่างเป็นทางการ หรือจะเป็นบทสัมภาษณ์สุดเอกซ์คลูซีฟของลูกชายรูปงามปานเทพบุตรทั้ง 5 คน ของตระกูลรอมนีย์ที่ออกมาเปิดใจเรื่องคุณพ่อแบบหมดเปลือกเป็นครั้งแรกอีก ด้วย


กลยุทธ์ครั้งนี้ถือว่าประสบผลสำเร็จอย่างล้นหลาม เพราะไม่เพียงแต่ช่วยให้ชาวอเมริกันได้ “รู้จัก” ตัวแทนจากพรรครีพับลิกันมากขึ้นแล้ว ยังถือเป็นการเปิดเผยชีวิตอีกด้านหนึ่งของรอมนีย์ ที่น้อยคนนักจะมีโอกาสได้สัมผัส

  

หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ภายใต้ชุดสูทและทรงผมสุดเนี้ยบ พร้อมท่าทางเคร่งขรึมและน้ำเสียงมาดมั่น คือ คุณปู่ใจดีของหลานๆ ทั้ง 18 คนของตระกูลรอมนีย์ สุดยอดคุณพ่อของ แท็ก เคร็ก แมท จอช และเบน ลูกชายทั้ง 5 หน่อ และสามีสุดที่รักของ “แอน” ศรีภรรยาคนสวยที่อยู่กินมานานถึง 44 ปี



ประวัติส่วนตัว

ลลาร์ด มิทท์ รอมนีย์ (อังกฤษ  Willard Mitt Romney) เกิดวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2490 เป็นนักธุรกิจและนักการเมืองชาวอเมริกันจากรัฐมิชิแกน และเป็นผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ คนที่ 70 ระหว่างปี 2546-2550 มิทท์ รอมนีย์เป็น ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในนามพรรคริพับลิกัน เมื่อคราวเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2008


ผลงานในส่วนของนักธุรกิจนั้น มิทท์ รอมนีย์เป็นอดีตซีอีโอของบริษัท เบนแอนด์คอมพานี (Bain & Company) และเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเบนแคปิตอล (Bain Capital)


ในด้านการศึกษา มิทท์ รอมนีย์ ภายหลังจากจบการศึกษาที่โรงเรียนแครนบรูกที่เมืองบลูมฟีลด์ฮิลลส์ในรัฐมิชิแกน เขาได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แต่ในขณะที่ยังไม่จบการศึกษาเขาได้ลาออกมา หยุดพักการเรียน เพื่อมาเป็นมิชชันนารีเผยแผ่ศาสนาในฝรั่งเศสเป็นเวลา 30เดือน เขานับถือศาสนาคริสต์นิกายมอร์มอนหลังจากกลับอเมริกาแล้ว เขาได้กลับไปศึกษาจนสำเร็จปริญญาตรีศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัย บริงแฮมยัง และได้ศึกษาต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยฮาเวิร์ดภาควิชาบริหารธุรกิจ ควบคู่ไปกับ การได้ปริญญาบัตรทางนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาเวิร์ดเช่นเดียวกัน


ต้องติดตามกันต่อไปค่ะว่า มิทท์ รอมนีย์ จะสามารถช่วงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จาก โอบามา ได้สำเร็จหรือไม่



ขอบคุณข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org และhttp://soclaimon.wordpress.com







วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555

บารัค โอบามา ประธานาธิบดี "ผิวดำ" คนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา


ใกล้วันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ปี 2012 เข้ามาทุกที ทั่วโลกให้ความสนใจการเลือกตั้งที่กำลังทวีความดุเดือดเป็นอย่างมาก พวกเราจะสังเกตุได้นะค่ะว่า สื่อต่างๆ ทั่วโลกนำเสนอข่าวการชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ อย่างต่อเนื่อง และจะยิ่งเสนอข่าวถี่ยิบเมื่อใกล้วันเลือกตั้ง เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะนโยบายของสหรัฐอเมริกา มีผลกระทบกว้างขวางในระดับโลกเลยทีเดียว การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012 นี้ค่ะ

 ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน บารัค โอบามา ซึ่งเป็นประธานาธิบดี "ผิวดำ" คนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐอเมริกา  ถือได้ว่าเขาเป็นคนดังอันดับหนึ่งของอเมริกา ซึ่งจะลงสมัครเป็นสมัยที่สองและสมัยสุดท้ายระหว่างการเลือกตั้งในครั้งนี้
  
 อย่างไรก็ตาม พูดถึงชื่อ "บารัค โอบามา" ก็ทำให้หลายคนอยากรู้ว่าเขาคนนี้เป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงได้กลายมาเป็นประธานาธิบดีผิวดำได้ วันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับโอบามา กัน



 เปิดประวัติ บารัค โอบามา ผู้นำสีผิวคนแรกของสหรัฐอเมริกา

      

 "บารัค โอบามา" (Barack Obama) มีชื่อเต็มว่า บารัค ฮุสเซน โอบามา (Barack Hussein Obama) เกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ปี 1961 (2504) ที่เมืองโฮโนลูลู ในรัฐฮาวาย บิดาคือ บารัค ฮุสเซน โอบามา เป็นชาวเคนยา มารดา คือ แอนดันแฮม เป็นชาวอเมริกัน ทั้งคู่หย่าขาดกันขณะที่โอบามาอายุเพียง 2 ปี โดยบิดาของเขากลับไปยังเคนยา ก่อนจะเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อปี 1982

ขณะที่มารดาของเขาก็แต่งงานใหม่และย้ายไปอยู่ที่อินโดนีเซีย เขาก็ถูกย้ายไปด้วย เมื่ออายุ 6 ปี และเข้าเรียนที่โรงเรียนในท้องถิ่นของกรุงจาการ์ตา แต่ต่อมาเขาก็ต้องสูญเสียมารดาจากโรคมะเร็งไปอีกคน และเขาก็ย้ายกลับมาอยู่กับตายายที่ฮาวาย เมื่ออายุ 10 ปี และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในคณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเข้าศึกษาต่อจนจบระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ในปี 1991



 

 โอบามา เริ่มต้นชีวิตการทำงานเป็นผู้จัดงานชุมชน และประกอบอาชีพเป็นทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ก่อนดำรงตำแหน่งเป็นวุฒิสมาชิกรัฐอิลลินอยส์ 3 สมัย ตั้งแต่ปี 1997-2004 โดยเขาสอนกฎหมายด้านรัฐธรรมนูญที่มหาวิทยาลัยโรงเรียนกฎหมายชิคาโก ตั้งแต่ปี 1992-2004 ในฐานะเป็นสมาชิกสภาคองเกรส โอบามา มีโอกาสได้ร่วมร่างกฎหมายควบคุมอาวุธขีปนาวุธ และสนับสนุนความสามารถในการตรวจสอบของสาธารณชนต่อการใช้งบประมาณรัฐบาลกลาง และครั้งหนึ่งเคยช่วยร่างกฎหมายเกี่ยวกับการต่อต้านการโกงการเลือกตั้ง และการล็อบบี้, กฎหมายด้านอุณหภูมิโลกเปลี่ยนแปลง, ลัทธิก่อการร้ายใช้อาวุธนิวเคลียร์ และกฎหมายดูแลทหารอเมริกันที่กลับจากสมรภูมิรบ ขณะเดียวกัน ก็เคยมีประสบการณ์เดินทางเยือนต่างประเทศหลายประเทศ เช่น ภูมิภาคยุโรปตะวันออก,ตะวันออกกลาง และแอฟริกา


 สำหรับจุดเริ่มต้นบนเส้นทางการเมืองบารัค โอบามา ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐอิลลินอยส์ ในปี ในปี 1996 โดยเขาได้รับการสนับสนุนจากผู้สนับสนุนพรรคการเมืองทั้ง 2 พรรคใหญ่ให้มีการปฏิรูปกฎหมายจริยธรรมและสุขภาพ รวมถึงเขายังสนับสนุนกฎหมายบรรจุเรื่องการเพิ่มเครดิตภาษีให้กับแรงงานผู้มีรายได้ต่ำ เจรจาเรื่องการปฏิรูปสังคมสงเคราะห์ และบริจาคเงินเพื่อกองทุนเลี้ยงดูเด็กเล็กอีกด้วย

ในปี 2003 โอบามา ได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการด้านสุขภาพ และบริการสาธารณชนของสภาสูงประจำรัฐอิลลินอยส์ ในยุคที่พรรคเดโมแครตสามารถผงาดขึ้นมาเป็นพรรคเสียงส่วนใหญ่ของคองเกรส เขาได้สนับสนุนและนำการผ่านกฎหมายตรวจสอบการจัดทำข้อมูลด้านเชื้อผิว ซึ่งทำให้ต้องบันทึกเชื้อผิวของผู้ขับขี่ที่ถูกควบคุม และออกกฎหมายที่ทำให้รัฐอิลลินอยส์กลายเป็นรัฐแรกที่ให้ฉันทานุมัติต่อการบันทึกเทป เกี่ยวกับการตรวจสอบคดีฆาตกรรม

ในปี 2004 โอบามาได้เขียนและขึ้นแถลงปราศรัยต่อที่ประชุมแห่งชาติพรรคเดโมแครตเป็นครั้งแรก โดยโอบามาซึ่งได้บรรยายว่า ปู่ของเขาเป็นอดีตทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงความสำคัญต่างๆ ด้านสังคมและเศรษฐกิจ พร้อมทั้งตั้งคำถามต่อรัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เกี่ยวกับสงครามอิรัก และและมุ่งเน้นเกี่ยวกับพันธะผูกพันต่อทหารอเมริกันที่ออกไปรบนอกประเทศ

นอกจากนี้ เขายังได้วิจารณ์แง่มุมเกี่ยวกับคณะกรรมการเลือกตั้งที่ไม่เป็นกลาง และตั้งคำถามต่อชาวอเมริกันให้ลองค้นหาความสมัครสมานสามัคคีในความแตกต่างของสังคมอเมริกัน โดยระบุว่า "ที่นี่ไม่มีอเมริกาสายกลาง และอเมริกาสายอนุรักษ์ มีแต่เพียงอเมริกาที่เป็นสหพันธรัฐของทุกคน"

ประโยคดังกล่าวกลายเป็นวรรคทองของเขา ส่งผลให้สื่อมวลชนจับตานักการเมืองหนุ่มไฟแรงผู้นี้ขึ้นมาโดยทันที โดยสื่อมวลชนตีข่าวถ้อยแถลงเผ็ดร้อนตรงไปตรงมาดังกล่าว และส่งผลให้เขากลายเป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองของสหรัฐเพียงชั่วพริบตา และยังเพิ่มภาษีในการต่ออายุเป็นวุฒิสมาชิกประจำสภาคองเกรสสมัยถัดมาด้วย

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2004 เพื่อหาวุฒิสมาชิกแห่งสหรัฐอเมริกาอยู่นั้น ชื่อเสียงของโอบามาได้รับการกล่าวขวัญมากขึ้น จากเป็นผู้ริเริ่มให้มีการปฏิรูปกฎหมายการประหารชีวิต โอบามาจึงลาออกจากสมาชิกวุฒิสภาแห่งรัฐอิลลินอยส์ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2004 และได้เริ่มหาเสียงเพื่อรับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาแห่งสหรัฐอเมริกา จนเขาก็ได้รับเลือกให้เป็นวุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกาในที่สุด ถือได้ว่าเขาเป็นอเมริกันผิวสีคนที่ 5 ในประวัติศาสตร์ที่ได้เข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกา โอบามา ได้รับการยกย่องว่าเป็น "นักประชาธิปไตยผู้ซื่อสัตย์" จากนิตยสาร CQ Weekly นิตยสารที่เป็นกลางของสหรัฐอเมริกา


     


 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ปี 2007 โอบามา ได้ประกาศเป็นผู้สมัครตัวแทนพรรคเดโมแครต ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่รัฐอิลลินอยส์บ้านเกิดของเขา โดยเขาเลือกสถานที่ประกาศตัว คือ อาคารสภาเก่าในเมืองสปริงฟิลด์ของรัฐอิลลินอยส์ ที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ของการเป็นนักการเมืองผิวสี ที่หาญกล้าประกาศตัวเป็นตัวแทนพรรคชิงตำแหน่งผู้นำทำเนียบขาว เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวเคยถูกอดีตประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอร์น ประกาศแถลงสุนทรพจน์อมตะ "บ้านที่แตกแยก" มาแล้วเมื่อปี 1858 โดยตลอดการหาเสียง เขาได้เน้นประเด็นหาเสียงเรื่องการเร่งถอนทหารสหรัฐออกจากอิรัก การเพิ่มการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน การกระจายระบบสาธารณสุข ซึ่งถือเป็นนโยบายหาเสียงหลักของเขา

ในการรณรงค์หาเสียงนั้น ปรากฎว่า โอบามา สามารถระดมทุนได้เงินถึง 58 ล้านดอลลาร์ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2007 จากเงินบริจาคจำนวนเล็กๆ น้อยๆ จากหลายฝ่าย สร้างสถิติระดมทุนได้มากเป็นประวัติการรณ์ในช่วง 6 เดือนแรกก่อนการเลือกตั้ง โดยในเดือนมกราคม ปี 2008 เขายังสามารถระดมทุนได้มากเป็นประวัติการณ์เพียงช่วงเดือนเดียวของพรรคเดโมแครต คือ เป็นจำนวน 36.8 ล้านดอลลาร์

ในการแข่งขันกับฮิลลารี ปรากฎว่า นายโอบามาได้สร้างปรากฎการณ์ "ล้มยักษ์" ขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน โดยเขาสามารถหาเสียงชนะนางฮิลลารีในรัฐต่างๆ โดยเฉพาะศึกซูเปอร์ทิวส์เดย์ ซึ่งเขามีคะแนนคณะกรรมการเลือกตั้งมากกว่านางฮิลลารี 20 เสียง พร้อมกับยังคงเดินหน้าทำสถิติระดมทุนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ และชัยชนะอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน โดยเขาได้ประกาศแถลงชัยชนะที่เมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมินเนโซต้า กลายเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ชิงศึกผู้นำทำเนียบขาว กับนายจอห์น แม็คเคน วุฒิสมาชิกรัฐอริโซน่า ที่เป็นผู้ชนะขาดลอยของพรรครีพับลิกัน และได้เลือกนายโจเซฟ ไบเด็น วุฒิสมาชิกรัฐเดลาแวร์ ซึ่งมีประสบการณ์โชกโชนด้านต่างประเทศ มาเสริมความแข็งแกร่งให้แก่เขา

ทั้งนี้ในการหาเสียง บารัค โอบามา กล่าวว่า เขาต้องการรณรงค์ให้ยุติการทำสงครามในอิรัก ซึ่งตรงข้ามกับนโยบายของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช โอบามา ว่า ถ้าหากเขาได้รับเลือกตั้ง เขาจะออกกฎหมายตัดงบประมาณประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อหยุดการลงทุนซื้ออาวุธที่พิสูจน์ไม่ได้ ลดการพัฒนาระบบการรบหรือการต่อสู้ และมุ่งทำงานเพื่อกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเขาก็สามารถคว้าตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ 44 ได้สำเร็จ


  

 สำหรับชีวิตส่วนตัวนั้น บารัค โอบามา สมรสกับ มิเชล โอบามา หรือมิเชล โรบินสัน เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1989 ในขณะที่เขาทำงานเป็นที่ปรึกษาของกิจการกฎหมายเมืองชิคาโก้ โดยโอบามาและมิเชล ได้ทำงานร่วมกันในฐานะคณะทำงานเดียวกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะหมั้นเมื่อปี 1991 และแต่งงานเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ปี 1992 และมีทายาทร่วมกัน 2 คน คือ มาเรีย แอน เกิดเมื่อปี 1998 และนาตาชา เกิดเมื่อปี 2001

สำหรับทรัพย์สินของ โอบามา นั้น นิตยสาร "Money" ระบุเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2007 ว่า โอบามา มีทรัพย์สินเฉลี่ย 1.3 ล้านดอลลาร์ โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากการขายหนังสือของเขา ขณะที่รายได้ครอบครัวมีจำนวน 4.2 ล้านดอลลาร์

โอบามา ได้เขียนหนังสือ 8 เล่มด้วยกัน อาทิ Dreams from My Father: A Story of Race and Inheritance หรือในชื่อภาษาไทย บารัค โอบามา ผมลิขิตชีวิตตัวเอง อัตชีวประวัติที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิต ความคิด มุมมองที่มีต่อเรื่องสีผิว และ The Audacity of Hope หรือในชื่อภาษาไทย กล้าหวัง กล้าเปลี่ยน หนังสือที่รวบรวมสุนทรพจน์และปาฐกถา ที่สะท้อนแนวคิดทางการเมืองที่จะนำอเมริกาไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของเขาเอง และหนังสือล่าสุดของเขาคือเรื่อง Change We Can Believe In: Barack Obama′s Plan to Renew America′s Promise

ต้องติดตามกันต่อไปค่ะ ว่าบารัค โอบามา  จะสามารถคว้าชัยการเลือกตั้งประธานาธิบดี สมัยที่ 2 ได้หรือไม่  

ขอบคุณข้อมูลจาก  http://hilight.kapook.com/view/30595

วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ไมเคิล เฟลป์ส (Michael Phelps) นักว่ายน้ำและวีรบุรษของชาวอเมริกัน

หลังจากที่ปิดฉากโอลิมปิกเกมส์ บุคคลที่คนอเมริกันพูดถึงกันมากที่สุดในขณะนี้คือ ฉลามหนุ่มไมเคิล เฟลป์ส (Michael Phelps) เขาถือเป็นตำนาน และ วีรบุรุษ ของคนอเมริกัน เลยก็ว่าได้ หลังคว้าเหรียญทองที่ 4 ในการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ที่ ลอนดอน ในเกมส์ครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นเหรียญทองที่ 18 หรือเหรียญรวมที่ 22 จากการแข่งขันโอลิมปิก 3 สมัย สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักกีฬาที่ได้เหรียญโอลิมปิกมากที่สุด




ข้อมูลส่วนตัว


ชื่อ : ไมเคิล เฟลป์ส
เกิด : 30 มิถุนายน 1985
สถานที่เกิด : บัลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ สหรัฐอเมริกา
ส่วนสูง : 6 ฟุต 3 นิ้ว (193 เซ็นติเมตร)
น้ำหนัก : 88 กิโลกรัม
กีฬาที่ชอบ : ว่ายน้ำ
สโมสร : นอร์ธ บับติมอร์ เอซี



Michael Phelps



ชีวิตความเป็นมา

ไมเคิล เฟลป์ส (Michael Phelps) นักว่ายน้ำชื่อดังและได้เป็นวีรบุรษของชาวอเมริกัน แถลงอำลาสระปิดฉากอาชีพนักว่ายน้ำอย่างสวยงาม หลังคว้าเหรียญทองที่ 4 ในการแข่งขันโอลิมปิก ลอนดอน เกมส์ครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นเหรียญทองที่ 18 หรือเหรียญรวมที่ 22 จากการแข่งขันโอลิมปิก 3 สมัย สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักกีฬาที่ได้เหรียญโอลิมปิกมากที่สุด

 เฟลป์ส เกิดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ปี 1985 (พ.ศ.2528) ที่เมืองบัลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเติบโตที่ย่านร้อดเจอร์ส ฟอร์จ (Rodgers Forge) เขามีพี่สาว 2 คน ได้แก่ วิทนีย์ และ ฮิลารี่ ซึ่งทั้งคู่เป็นนักว่ายน้ำเช่นกัน (โดยวิทนีย์ เกือบจะได้ลงแข่งว่ายน้ำให้กับทีมชาติสหรัฐอเมริกา ในโอลิมปิกเกมส์ 1996 แต่โชคร้ายต้องมาบาดเจ็บเสียก่อน)

อาจได้ว่า เฟลป์ส สร้างชื่อเสียงให้กับตนเองอย่างมากใน โอลิมปิก เกมส์ 2008 ที่ ปักกิ่ง ประเทศจีน โดยเขาสามารถคว้าเหรียญทองให้กับทีมชาติสหรัฐอเมริกาถึง 8 เหรียญ แถมยังทำลายสถิติโลก ที่เคยทำไว้อีกหลายรายการ หลังจากเมื่อ 4 ปีที่ก่อน ณ การแข่งขันโอลิมปิก 2004 ที่ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เขาสามารถคว้าได้ถึง 6 เหรียญทองมาแล้ว

เฟลป์ส หรือเด็กหนุ่มที่มีชื่อเล่นว่า "เอ็มพี" จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมที่ ทาวสัน ไฮสคูล เมื่อปี 2003 อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เมื่อปี 1994 เฟรด เฟลป์ส พ่อของเขา ซึ่งเป็นตำรวจแห่งรัฐแมรี่แลนด์ และ เด้บบี้ เดวิสสัน เฟลป์ส ผู้เป็นแม่ ที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนประถม ได้หย่าร้างกัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงอะไร

ในวัยเด็ก เฟลป์ส ถูกวินิจฉัยว่า เป็นโรค ADHD หรือ โรคสมาธิสั้น โดยเขาเริ่มว่ายน้ำเมื่ออายุได้ 7 ปี ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจมาจากพี่สาวทั้ง 2 คน และเมื่ออายุ 10 ขวบ เขาก็สามารถทำลายสถิติระดับประเทศในเด็กอายุรุ่นเดียวกัน ต่อมา ไมเคิล เฟลป์ส ได้พัฒนาฝีมืออย่างรวดเร็วจนติดทีมชาติ และได้เข้าแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก 2000 (พ.ศ.2543) ที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ด้วยวัยเพียง 15 ปี

ในเดือนพฤศจิกายน 2004 ขณะที่ เฟลป์ มีอายุ 19 ปี เขาก็ถูกจับในคดีเมาและขับ ที่เมืองซาลิสบิวรี่ รัฐแมรี่แลนด์ โดยขณะนั้นมีอายุ 19 ปี และต้องถูกปรับเงิน 250 ดอลลาร์สหรัฐฯ และบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมเป็นเวลา 18 เดือน ด้วยการพูดรณรงค์เมาไม่ขับตามโรงเรียนต่างๆ

และด้วยนิสัยส่วนตัวที่ชอบใช้ชีวิตคนเดียว ทำให้หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว เฟลป์ส ได้ตัดสินใจซื้อบ้านและย้ายไปอยู่ที่รัฐมิชิแกนคนเดียว โดยเขาเริ่มหัดว่ายน้ำลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ แต่ไม่ลืมที่จะจัดตารางเวลาฝึกซ้อมอย่างเคร่งครัด

เฟลป์ส เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน ระหว่างปี 2004-2008 โดยเรียนด้านการตลาดและการจัดการด้านกีฬา จากนั้นเดือนพฤษภาคมปี 2008 ไมเคิล เฟลป์ส ตั้งใจที่จะกลับไปยังบัลติมอร์อีกครั้ง เพื่อเข้าคัดตัวไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2008 โดยจะร่วมมือกับ บ๊อบ โบว์แมน พร้อมกับกล่าวว่า ผมไม่ได้ว่ายน้ำเพื่อใครอื่น ผมคิดว่าเราทั้งคู่ จะสามารถช่วยให้สโมสรนักกีฬาบัลติมอร์เหนือ (North Baltimore Athletic Club) ไปได้ไกลกว่านี้อย่างแน่นอน


   


สรีระและไลฟ์สไตล์

เฟลป์ส มีสรีระในร่างกาย 5 ส่วน ที่มีส่วนช่วยให้เขาเป็นนักว่ายน้ำที่ยอดเยี่ยมดังปัจจุบัน ซึ่งได้แก่ ลำตัวที่เล็กเรียว, ช่วงแขนที่ยาว กว่า 6 ฟุต 7 นิ้ว (201 เซนติเมตร), ช่วงขาที่สั้น, เท้าที่ใหญ่ถึง 14 ฟุต, และความสามารถในการสบัดเท้าที่รวดเร็ว

ตามรายงานจากบทความของ "The Guardian" ระบุว่า เฟลป์ส จะรับประทานอาหารเกือบ 12,000 แคลอรี่ ต่อวัน หรือ บริโภคอาหาร 5 มื้อต่อวัน ซึ่งมากกว่าการบริโภคของผู้ชายโดยปกติทั่วไปเสียอีก

เริ่มต้นอาชีพว่ายน้ำ

เมื่อสมัยที่ยังเป็นวัยรุ่น เฟลป์ส ฝึกซ้อมว่ายน้ำที่ "North Baltimore Aquatic Club" ภายใต้การฝึกสอนของ โค้ช บ็อบ โบว์แมน และเมื่อตอนอายุ 15 ปี เฟลป์ส สามารถผ่านการคัดตัวเข้าแข่งขันโอลิมปิกฤดูกาล ปี 2000 ที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ได้สำเร็จ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักว่ายน้ำชายสหรัฐฯ ที่อายุน้อยที่สุดในรอบ 68 ปี อย่างไรก็ตาม ปีนั้น เขาก็ยังไม่อาจคว้าเหรียญใดๆ มาครองได้ โดยเขาผ่านเข้ารอบสุดท้าย ในรายการ ผีเสื้อ 200 เมตร และว่ายเตะขอบสระในอันดับที่ 5 เท่านั้น

แต่ในอีก 5 เดือนถัดมา เฟลป์ส ก็สร้างชื่อในวงการว่ายน้ำได้อย่างรวดเร็ว โดยเขาสามารถทำลายสถิติโลกในรายการ ผีเสื้อ 200 เมตร ด้วยวัยเพียง 15 ปี 9 เดือน ซึ่งทำให้เขาเป็นเจ้าของสถิติที่อายุน้อยที่สุดอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เฟลป์ส ยังทำลายสถิติรายการเดียวกันนี้อีกครั้ง ในรายการ เวิล์ด แชมเปี้ยนชิพ ที่ ฟูโกโอกะ ประเทศญี่ปุ่น

เข้าสู่ปี 2002 เฟลป์ส สามารถทำลายสถิติโลกในประเภท เดี่ยวผสม 400 เมตร ในรายการ ซัมเมอร์ เนชั่นแนลส์ ที่ Fort Lauderdale รวมถึงรายการ ผีเสื้อ 100 และ เดี่ยวผสม 200 เมตร อีกด้วย ต่อมาในปี 2003-2004 เฟลป์ส ยังทำลายสถิติของตนเองอย่างต่อเนื่่อง ทั้งในรายการ เดี่ยวผสม 400 เมตร, เดี่ยวผสม 200 เมตร

ในปี 2004 เฟลป์ส ตัดสินใจออกจากทีม "North Baltimore Aquatic Club" เพื่อไปเล่นให้กับทีม Club Wolverine เช่นเดียวกับที่ บ็อบ โบว์แมน โค้ช ที่ไปย้ายไปฝึกสอนที่ University of Michigan

โอลิมปิก เกมส์ 2000 ที่ซิดนี่ย์ ประเทศออสเตรเลีย

เฟลป์ส เข้าร่วมการแข่งขันว่ายน้ำ รายการ ผีเสื้อ 200 เมตร และสามารถทำเวลาผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้สำเร็จ ก่อนที่จะว่ายเตะขอบสระในอันดับ 5 ด้วยเวลา 01:56:50 วินาที

โอลิมปิก เกมส์ 2004 ที่ เอเธนส์ ประเทศกรีซ

เฟลป์ส ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยคว้าไปถึง 6 เหรียญทอง ในรายการ เดี่ยวผสม 400 เมตร, ผีเสื้อ 100 เมตร, ผีเสื้อ 200 เมตร, เดี่ยวผสม 200 เมตร, ผลัดผสม 4 คูณ 200 เมตร และ ผลัดผสม 4 คูณ 100 เมตร นอกจากนี้ เขายังได้อีก 2 เหรียญทองแดง จากรายการ ฟรีสไตล์ 200 เมตร และ ผลัดฟรีสไตส์ 4 คูณ 100 เมตร

2004-2008

เฟลป์ส ย้ายไปที่ Ann Arbor, Michigan ภายหลังเสร็จศึกโอลิมปิก 2004 เพื่อมาร่วมงานกับ บ็อบ โบว์แมน อดีตโค้ชคู่ใจสมัยที่เล่นให้กับ North Baltimore Athletic Club ซึ่งปัจจุบัน โบว์แมน เป็นโค้ชให้กับทีมมหาวิทยาลัย มิชิแกน โดยเฟลป์ส ไปทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครผู้ช่วยโค้ช แต่เขาก็ไม่ได้แข่งขันว่ายให้กับทีมมหาวิทยาลัยในการแข่งขันกีฬาระดับอุดมศึกษาแต่อย่างใด เนื่องจากเขาไม่ได้มีคุณสมบัติเป็นนักว่ายน้ำสมัครเล่น

อย่างไรก็ตาม เฟลป์ส ประสบความสำเร็จอย่างมากในการแข่งขันรายการ เวิล์ด แชมเปี้ยนชิพ 2005 โดยเขาสามารถคว้ามาได้ถึง 6 เหรียญ (5 เหรียญทอง กับ 1 เหรียญเงิน) รวมถึงทำลายสถิติ 1 รายการอีกด้วย ต่อมาในรายการ เวิล์ด แชมเปี้ยนชิพ 2007 เฟลป์ส กวาดมาได้ถึง 7 เหรียญทอง รวมถึงทำลายสถิติโลกถึง 5 รายการ

เฟลป์ส ได้เป็น 1 ในผู้ก่อตั้ง โครงการ "Swim with the Stars" ร่วมกับ เอียน คร็อกเกอร์ และ เลนนี่ เครย์เซลบวร์ก ซึ่งเป็นโครงการที่มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกีฬาว่ายน้ำ และจัดทำแคมป์ให้กับนักว่ายน้ำทุกวัย

โอลิมปิก เกมส์ 2008 ที่ ปักกิ่ง ประเทศจีน

ก่อนที่จะเดินทางมาแข่งขันโอลิมปิกที่ปักกิ่ง ไมเคิล เฟลป์ส เคยประกาศเอาไว้ "ผมพร้อมแล้ว" ซึ่งจุดมุ่งหมายของเขาคือการทำลายสถติของ มาร์ค แอนดรูว์ สปิตซ์ (เจ้าของสถิติคว้าเหรียญทองมากที่สุดจากการแข่งขันโอลิมปิคเกมส์ครั้งเดียว ด้วยผลงาน 7 เหรียญทอง ในโอลิมปิก เกมส์ ปี 1972 ที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี และยังทำลายสถิติโลกทั้ง 7 รายการอีกด้วย) พร้อมกลายเป็นฮีโร่อเมริกันคนใหม่

และในที่สุด เขาก็สามารถทำได้อย่างที่กล่าวไว้ หลังจากคว้าเหรียญทองมาให้สหรัฐฯ ได้ถึง 8 เหรียญทอง จากการลงแข่งขันทั้งหมด 8 รายการ พร้อมทั้งทำลายสถิติทุกรายการ ได้แก่ เดี่ยวผสม 400 เมตร, ผลัดฟรีสไตล์ 4 คูณ 100 เมตร, ฟรีสไตล์ 200 เมตร, ผีเสื้อ 200 เมตร, ผลัดฟรีสไตล์ 4 คูณ 200 เมตร, เดี่ยวผสม 200 เมตร, ผีเสื้อ 100 เมตร และ ผลัดผสม 4 คูณ 100 เมตร


โอลิมปิก เกมส์ 2012 ที่ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ

 

 ไมเคิล เฟลป์ส สามารถปิดฉากอำลาการแข่งขันโอลิมปิกได้อย่างยิ่งใหญ่ โดยสามารถคว้าเหรียญทองจากการแข่งขันว่ายผลัดผสม 4 x100 เมตรชายในวันสุดท้ายของกีฬาว่ายน้ำ โดยทีมของเขาสามารถทำเวลาได้ 3 นาที 29.35 วินาที และในที่สุดเมื่อรวมตลอดการแข่งขันลอนดอน เกมส์ครั้งนี้เขากวาดไป 4 เหรียญทองและ 2 เหรียญเงินทำให้เขาเป็นนักกีฬาโอลิมปิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยกวาดเหรียญได้มากที่สุดรวม 22 เหรียญจากการเข้าแข่งขันโอลิมปิก 3 สมัยนับตั้งแต่ปี 2547



ในจำนวนนี้ เป็นเหรียญทอง 18 เหรียญ ทำลายสถิติเดิมของ ลาริซ่า ลาตึนิน่า นักยิมนาสติกโซเวียต ที่เคยครองเหรียญโอลิมปิกมากที่สุดในโลกรวม 18 เหรียญ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเหรียญทอง 9 เหรียญ


ฉลามหนุ่มวัย 27 ปี บอกไว้ในวันที่เขาได้เหรียญโอลิมปิกที่ 19 ว่าเขาจะไม่เข้าร่วมการว่ายน้ำในโอลิมปิกอีก 4 ปีข้างหน้าแล้ว เพราะเขาเคยบอกกับตัวเองไว้ว่า ไม่อยากว่ายน้ำอีกแล้วตอนที่อายุ 30 ปี ล่าสุด เขาได้โพสต์ในทวิตเตอร์ว่า ถึงเวลาที่ต้องเดินหน้าต่อไป ยังมีอะไรอีกมากมายที่อยากทำในชีวิตนี้ อาจเป็นการเริ่มต้นด้วยการเป็นกรรมการว่ายน้ำ

ข้อมูลจาก www.Sport-idol.com

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...